หากพูดถึงสารสกัดยอดนิยมในวงการสกินแคร์ HYA หรือ Hyaluronic Acid คงเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนคุ้นเคย เพราะขึ้นชื่อเรื่องการให้ความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำอย่างเป็นธรรมชาติ แต่จริง ๆ แล้ว HYA มีหลายชนิด และแต่ละชนิดทำงานต่างกัน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่าทำไม HYA ถึงเป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้ในสูตร ผลิตสกินแคร์ และต้องเลือกใช้อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ทำความรู้จัก HYA คืออะไร
HYA (Hyaluronic Acid – กรดไฮยาลูโรนิก) เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์โดยเฉพาะในผิวหนัง ข้อต่อ และเนื้อเยื่อ มีโครงสร้างทางเคมีเป็นไกลโคซามิโนไกลแคน (Glycosaminoglycan – GAGs) ซึ่งเป็นพอลิแซ็กคาไรด์ชนิดหนึ่งที่สามารถอุ้มน้ำได้ดีมาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้ความชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวคงความยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอย
ในร่างกายมนุษย์ HYA ถูกผลิตขึ้นเองโดยเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างคอลลาเจน และอิลาสติน อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณ HYA ตามธรรมชาติจะลดลง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เกิดริ้วรอย และความยืดหยุ่นของผิวลดลง
กลไกการทำงานของ HYA กับผิว
ในการผลิตสกินแคร์ HYA จะทำงานผ่านกลไกหลักหลายประการเพื่อช่วยบำรุง และฟื้นฟูผิว ได้แก่
- การกักเก็บความชุ่มชื้น
HYA มีความสามารถในการกักเก็บน้ำได้ถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักตัวเอง ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก เมื่อ HYA ถูกนำมาใช้ในสกินแคร์ จะช่วยดึง และกักเก็บน้ำไว้ที่ชั้นผิว ลดการสูญเสียน้ำทางผิวหนัง ผิวจึงดูอิ่มน้ำ เนียนนุ่ม
- การเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว
ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้าง Skin Barrier โดยไปเพิ่มปริมาณไขมันระหว่างเซลล์ผิว (Lipids) และโปรตีนที่จำเป็นในชั้นสตราตัมคอร์เนียม (Stratum Corneum) ทำให้ผิวสามารถป้องกันการสูญเสียน้ำ และปกป้องจากมลภาวะ และสารระคายเคืองภายนอกได้ดีขึ้น
- การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน
HYA มีส่วนช่วยกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้ผลิตคอลลาเจน และอิลาสติน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยให้ผิวยืดหยุ่นและกระชับ นอกจากนี้ยังช่วยลดเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจน (Matrix Metalloproteinases – MMPs) ทำให้ผิวดูเต่งตึง และลดเลือนริ้วรอยได้
- การลดการอักเสบ และซ่อมแซมผิว
HYA มีคุณสมบัติลดกระบวนการอักเสบในผิว ลดรอยแดง ช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมกระบวนการสมานแผลโดยไปกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เคราติโนไซต์ (Keratinocytes) ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
- การปรับสมดุลจุลินทรีย์ผิว
HYA ช่วยรักษาสมดุลจุลินทรีย์ดีบนผิว (Skin Microbiome) โดยช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรค และแบคทีเรียที่เป็นอันตราย ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น ลดโอกาสการเกิดผิวแพ้ ระคายเคือง
ประเภทของ HYA ในสกินแคร์
กรดไฮยาลูโรนิกที่เป็นส่วนผสมในการผลิตสกินแคร์นั้นไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามขนาดโมเลกุล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการซึมเข้าสู่ชั้นผิว และประสิทธิภาพของการทำงาน แบ่งได้ดังนี้
- High Molecular Weight Hyaluronic Acid (HMW-HA, > 1,000 kDa)
เป็น HYA โมเลกุลขนาดใหญ่ ไม่สามารถซึมเข้าสู่ผิวชั้นลึกได้ แต่จะเคลือบอยู่บนผิวชั้นนอก ช่วยให้ความชุ่มชื้นทันที ลดการระเหยของน้ำจากผิว ลดการระคายเคืองพร้อมปลอบประโลมผิว และเพราะเนื่องจากไม่สามารถซึมเข้าสู่ชั้นผิวลึก ๆ ได้ จึงอาจไม่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- Low Molecular Weight Hyaluronic Acid (LMW-HA, 50 – 1,000 kDa)
HYA ประเภทนี้มีขนาดเล็กกว่าประเภทแรก สามารถซึมเข้าสู่ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ได้ ให้ความชุ่มชื้นกับผิวได้ลึกขึ้น ช่วยให้ผิวยืดหยุ่นมากขึ้น และสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบางส่วน ส่งผลให้ผิวดูเต่งตึง
- Oligo Hyaluronic Acid (< 50 kDa)
HYA ที่มีขนาดโมเลกุลเล็กมาก สามารถซึมลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น มีคุณสมบัติช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย อีกทั้งยังช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น และลดการเกิดริ้วรอยในระยะยาว
จะเห็นได้ว่า นอกจากการให้ความชุ่มชื้นแล้ว HYA ในการผลิตสกินแคร์ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดการอักเสบของผิว เสริมสร้างเกราะป้องกันผิว แต่ด้วยขนาดโมเลกุลของ HYA ที่ส่งผลต่อการดูดซึม และให้คุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกใช้ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ และแข็งแรงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
เจ้าของแบรนด์ที่สนใจทำแบรนด์ Skincare ทาง #COSMINA ยินดีให้คำปรึกษา ฟรี!!!
สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของ Cosmina ที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ คลิก