
หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่กำลังจะสร้างแบรนด์ครีมกันแดด หรือเป็นผู้บริโภคที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจได้ในประสิทธิภาพ คุณจำเป็นต้องรู้ว่าเบื้องหลังตัวเลข SPF Testing ที่เห็นบนฉลากนั้นมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน เพราะการทดสอบนี้คือขั้นตอนสำคัญที่พิสูจน์ได้ว่าครีมกันแดดสามารถปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้จริง ในบทความนี้ Cosmina จะมาเจาะลึกเพิ่มเติมว่า SPF Testing คืออะไร มีวิธีการทดสอบอย่างไร และทำไมจึงเป็นมาตรฐานที่โรงงานผลิตครีมกันแดดทุกแห่งต้องดำเนินการก่อนส่งสินค้าออกสู่ตลาด
SPF Testing คืออะไร
SPF Testing หรือ Sun Protection Factor Testing คือกระบวนการทดสอบที่ใช้วัดประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กันแดดในการป้องกันผิวจากรังสี UVB ซึ่งเป็นรังสีที่ทำให้ผิวไหม้แดด การทดสอบนี้จะให้ผลลัพธ์เป็นค่าตัวเลขที่เราคุ้นเคยกัน เช่น SPF 30 หรือ SPF 50 ซึ่งตัวเลขนี้หมายถึงระยะเวลาที่ผิวที่ทาครีมกันแดดจะทนทานต่อการไหม้แดดได้ยาวนานกว่าผิวที่ไม่ทาครีมกันแดด
การทำ SPF Testing จะเป็นการวัดค่า MED (Minimal Erythemal Dose) ของผิวหนังอาสาสมัคร โดย MED คือปริมาณรังสี UVB ขั้นต่ำที่ทำให้ผิวเกิดอาการแดงเล็กน้อย มีขั้นตอนการทดสอบคือ
- ทาผลิตภัณฑ์กันแดดในปริมาณที่กำหนด (2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร) บนผิวหนังส่วนหลังของผู้เข้าร่วมทดสอบ
- ฉายรังสี UVB ในปริมาณที่แตกต่างกันบนผิวทั้งส่วนที่ทา และส่วนที่ไม่ทาครีมกันแดด
- รอ 16-24 ชั่วโมง เพื่อดูว่าผิวหนังส่วนใดเกิดรอยแดง (MED)
- นำค่า MED ของผิวที่ทาครีมกันแดด หารด้วยค่า MED ของผิวที่ไม่ทาครีมกันแดด
ประเภทของการทดสอบค่า SPF
การทดสอบค่า SPF แต่ละประเภทก็มีข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือการยืนยันประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ โดยแบ่งได้ดังนี้
- การทดสอบ In-vivo
เป็นการทดสอบมาตรฐานสากล และเป็นวิธีที่หน่วยงานกำกับดูแลส่วนใหญ่ยอมรับ โดยดำเนินการบนผิวหนังของอาสาสมัครมนุษย์ภายใต้การควบคุมของนักวิจัย ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ และใกล้เคียงกับการใช้งานจริงของผู้บริโภคเพราะเป็นการจำลองปฏิกิริยาของผิวหนังจริง แต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ใช้เวลานาน และมีความท้าทายด้านจริยธรรมเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการทำให้ผิวเกิดรอยแดงจากการไหม้แดด
- การทดสอบ In-vitro
เป็นการทดสอบที่ดำเนินการในห้องปฏิบัติการโดยไม่ใช้ผิวหนังมนุษย์ แต่ใช้วิธีวัดความสามารถของผลิตภัณฑ์ในการดูดซับรังสี UV บนแผ่นแก้ว หรือแผ่นโพลีเมอร์ด้วยเครื่องวัดสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ ข้อดีคือมีความรวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และสอดคล้องกับหลักจริยธรรม เหมาะสำหรับการคัดกรองสูตรในขั้นตอน R&D เพื่อให้โรงงานผลิตครีมกันแดดสามารถปรับสูตรได้อย่างรวดเร็ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเพียงค่าประมาณการ และยังไม่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลบางแห่งให้ใช้แทนค่า SPF Testing แบบ In-vivo ในการเคลมค่า SPF สูงสุด
- การทดสอบ In-vitro/In-vivo Combined
ปัจจุบันมีการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่รวมเอาผลการทดสอบ In-vitro เข้ากับข้อมูลความเข้มข้นของสารกันแดดเพื่อคาดการณ์ค่า SPF Testing โดยคาดว่าในอนาคตเทคโนโลยีนี้จะถูกพัฒนาให้มีความแม่นยำมากขึ้น เพื่อลดความจำเป็นในการทดสอบ In-vivo
ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการทดสอบ SPF
ผลลัพธ์ของ SPF Testing ไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนผสมในสูตรเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยภายนอก และภายในที่สำคัญ ซึ่ง โรงงานผลิตครีมกันแดดต้องควบคุม เช่น

- ปริมาณการใช้ผลิตภัณฑ์ : ค่า SPF ที่ระบุบนฉลากได้มาจากการทดสอบโดยการทาผลิตภัณฑ์ในปริมาณที่สูงมากคือ 2.0 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งในความเป็นจริงผู้บริโภคมักทาครีมกันแดดน้อยกว่าปริมาณที่กำหนดไว้มาก ทำให้ค่า SPF ที่ได้รับจริงต่ำกว่าค่าที่เคลมบนฉลาก
- ความสม่ำเสมอของการทา : การทาครีมกันแดดที่ไม่สม่ำเสมอ หรือทาในบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก หรือมีการเสียดสีสู จะทำให้ประสิทธิภาพลดลง
- ความคงตัวของสูตร : หากสูตรครีมกันแดดไม่มีความเสถียร สารกันแดดอาจตกตะกอน หรือเกิดการรวมตัวกันในระหว่างการเก็บรักษา ส่งผลให้ฟิล์มที่เคลือบผิวไม่สม่ำเสมอและประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV ลดลง นี่คือสิ่งที่โรงงานผลิตครีมกันแดดต้องมีการทดสอบความคงตัวอย่างเข้มงวด
- ชนิด และขนาดของอนุภาคสารกันแดด : สำหรับสารกันแดดประเภท Physical Sunscreen (เช่น Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide) ขนาดของอนุภาคมีผลต่อการกระจายตัว และการป้องกันแสง หากอนุภาคมีการรวมตัวกันจะทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันลดลง
- การซักล้าง : การทดสอบการกันน้ำจะทำควบคู่ไปกับ SPF Testing เพื่อวัดว่าผลิตภัณฑ์สามารถคงค่า SPF ไว้ได้นานเท่าใดหลังจากสัมผัสกับน้ำ หรือเหงื่อ
การผลิตครีมกันแดดที่ดีคือการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อค่า SPF ตั้งแต่ปริมาณการทาไปจนถึงความเสถียรของสูตร ดังนั้น SPF Testing จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ของคุณมีความสามารถในการปกป้องผิวได้จริงหรือไม่ การเลือกโรงงานผลิตครีมกันแดดที่มีประสบการณ์ในการควบคุมตัวแปรเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสู่ความสำเร็จในการนำครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพออกสู่ตลาด
หากท่านใดที่กำลังวางแผนทำแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตัวเอง สามารถมาปรึกษา #COSMINA ยินดีให้คำปรึกษา ฟรี!!! เพราะเราเป็นโรงงานรับผลิตเครื่องสำอางที่มีมาตรฐาน พร้อมกับมีประสบการณ์มากกว่า 46 ปี ดังนั้นมั่นใจได้ว่าท่านจะได้พบเจอกับคุณภาพ และบริการที่ประทับใจหากได้มาปรึกษากับเรา
