หลายคนอาจยังมีความสับสนระหว่างค่า SPF และ PA ว่าแตกต่างกันอย่างไร และส่งผลต่อการปกป้องผิวแบบใด ซึ่งหากมองในมุมของผู้ประกอบการที่ต้องการจะผลิตครีมกันแดดเป็นของตัวเองแล้ว การเข้าใจค่าทั้งสองอย่างถูกต้องนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้สามารถพัฒนาสูตรได้มีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้มากที่สุด ในบทความนี้ Cosmina จึงจะพามาหาคำตอบว่าค่า SPF และ PA มีความแตกต่างกันในด้านใดบ้าง และค่าไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน
ความแตกต่างแต่ละด้านของ SPF และ PA
- ความหมาย และขอบเขตของการปกป้อง
– SPF (Sun Protection Factor) คือค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพของครีมกันแดดในการปกป้องรังสี UVB ซึ่งเป็นรังสีที่มีพลังงานสูง และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดผิวไหม้แดด รวมถึงความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งผิวหนัง โดยค่า SPF จะระบุว่าสามารถยืดระยะเวลาที่ผิวหนังทนต่อการไหม้แดดได้นานขึ้นกี่เท่า เช่น SPF 30 หมายความว่า ผิวสามารถทนแดดได้ยาวนานขึ้น 30 เท่า ดังนั้นการเลือกค่า SPF ที่เหมาะสมในการผลิตครีมกันแดดจึงมีความสำคัญอย่างมาก
– PA (Protection Grade of UVA) คือค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVA ซึ่งเป็นคลื่นรังสีที่ยาวกว่ารังสี UVB สามารถทะลุเข้าชั้นหนังแท้ (Dermis) และเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอย จุดด่างดำได้ เมื่อผลิตครีมกันแดดจึงต้องคำนึงถึงการปกป้องจากรังสี UVA อย่างเหมาะสม โดยประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UV จะเริ่มตั้งแต่ PA+ ที่ป้องกันได้ระดับพื้นฐาน ไปจนถึง PA++++ ที่ป้องกันได้ระดับสูงสุด
- กลไกการปกป้องผิว
– SPF ปกป้องผิวโดยการลดปริมาณรังสี UVB ที่จะเข้าถึงผิว จากการใช้ตัวกรองรังสี UV (UV Filters) เช่น ไทเทเนียมไดออกไซด์ และซิงค์ออกไซด์ ซึ่งเป็นฟิลเตอร์แบบสะท้อนรังสี นอกจากนี้ยังมีสารดูดซับรังสี UV เช่น ออกซิเบนโซน และอะโวเบนโซน เป็นต้น
– PA ปกป้องผิวโดยการลดความเสียหายของเซลล์ผิวจากรังสี UVA โดยการใช้ฟิลเตอร์ที่สามารถดูดซับ หรือสะท้อนรังสี UVA ได้ เช่น Tinosorb S, และ Mexoryl SX
- สิ่งที่เข้าใจผิด
– ค่า SPF ที่ต่างกัน ไม่ได้แปลว่าความสามารถในการป้องกันจะแตกต่างกันมาก เช่น SPF 50 ป้องกันได้ 98% และ SPF 100 ป้องกันได้ 99% ซึ่งต่างกันเพียง 1% เท่านั้น แต่สิ่งที่จะต่างกันแบบที่สัมผัสได้คือ เนื้อสัมผัสที่จะเหนียวมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการอุดตันได้ง่าย
– ค่า PA ใช้สัญลักษณ์ + (เช่น PA+, PA++, PA+++, PA++++) โดยแต่ละระดับหมายถึงความสามารถในการป้องกันรังสี UVA แต่อย่างไรก็ตาม ค่า PA สูงสุดก็ไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องผิวได้ 100% เพราะจริง ๆ แล้ว สามารถป้องกันได้มากกว่า 95% แต่ไม่ถึง 100% - การเลือกค่า SPF และ PA ที่เหมาะสม
ค่า SPF และ PA ที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ต้องโดนแสงแดด รวมไปถึงความเข้มข้นของแสงแดด ณ ช่วงเวลานั้น โดยแบ่งเป็นดังนี้
– SPF 15-30 เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ทำงานในร่ม หรือออกไปข้างนอกเป็นครั้งคราว
– SPF 30-50 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องออกกลางแจ้งเป็นเวลานาน เช่น เดินทาง ท่องเที่ยว
– SPF 50+ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องทำกิจกรรมที่ต้องเจอแสงแดดจัด เช่น ปีนเขา เล่นกีฬากลางแจ้ง
– PA+ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยออกแดด
– PA++ เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป
– PA+++ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องออกกลางแจ้งเป็นเวลานาน
– PA++++ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องทำกิจกรรมที่ต้องเจอแสงแดดจัด
หากท่านใดกำลังวางแผนผลิตครีมกันแดดเป็นของตัวเอง สามารถมาปรึกษา #COSMINA ยินดีให้คำปรึกษา ฟรี!!! เพราะเราเป็นโรงงานผลิตเครื่องสำอาง เวชสำอาง และสกินแคร์ระดับพรีเมียมมาตรฐานตามระดับสากลพร้อมมีประสบการณ์มากกว่า 46 ปี ดังนั้นมั่นใจได้ว่าท่านจะได้พบเจอกับคุณภาพ และบริการที่ประทับใจหากได้มาปรึกษากับเรา