
เคยสังเกตไหมว่า ทำไมครีมบำรุงผิวบางตัวถึงให้ความรู้สึกบางเบาเหมือนน้ำ ในขณะที่บางตัวให้สัมผัสเข้มข้นเหมือนน้ำมันเคลือบผิว ? ความแตกต่างนี้ซ่อนอยู่ในโครงสร้างของสูตรที่เรียกว่า “อิมัลชัน” (Emulsion) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตครีมทุกชนิด ในบทความนี้ Cosmina จะพาเจ้าของแบรนด์สกินแคร์ไปเจาะลึกความแตกต่างระหว่าง O/W Emulsion และ W/O Emulsion เพื่อให้คุณสามารถเลือกสูตรที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของคุณได้อย่างแม่นยำ
Emulsion คืออะไร
Emulsion คือระบบทางเคมีที่เกิดจากการผสมของเหลวสองชนิดที่ไม่สามารถรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ตามธรรมชาติ โดยทั่วไปคือ “น้ำ” และ “น้ำมัน” การทำให้อิมัลชันคงตัวได้ต้องอาศัยสารที่เรียกว่า “อิมัลซิไฟเออร์” (Emulsifier) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวประสานที่ช่วยลดแรงตึงผิวระหว่างน้ำกับน้ำมัน ทำให้ของเหลวทั้งสองสามารถกระจายตัว และเข้ากันได้อย่างสม่ำเสมอ จนเกิดเป็นเนื้อครีม โลชั่น หรือเซรั่มที่เราใช้กัน Emulsion เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตครีม และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเกือบทุกชนิด เนื่องจาก
- ช่วยให้ส่วนผสมที่ไม่เข้ากันสามารถรวมเป็นเนื้อเดียวได้ในระยะยาว ป้องกันการแยกชั้นของน้ำ และน้ำมัน
- ทำหน้าที่เป็นพาหะในการนำพาสารออกฤทธิ์ (Active Ingredients) ที่ละลายในน้ำ หรือในน้ำมันเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- โครงสร้าง Emulsion ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย ตั้งแต่เนื้อบางเบา ไปจนถึงเนื้อเข้มข้นหนาหนัก ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน
O/W Emulsion และ W/O Emulsion ต่างกันยังไง
Emulsion แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามลักษณะของ External Phase ซึ่งเป็นตัวกำหนดเนื้อสัมผัส และการซึมซาบของผลิตภัณฑ์ โดยมีความแตกต่างกันดังนี้
- O/W Emulsion (Oil-in-Water Emulsion)
– โครงสร้าง : ระบบที่น้ำมันเป็น Internal Phase และถูกกระจายตัวอยู่ในน้ำ ซึ่งเป็น External Phase
– คุณสมบัติ : เนื่องจากน้ำเป็นองค์ประกอบหลักที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอก ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงมีเนื้อสัมผัสที่บางเบา ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึมซาบเร็ว และล้างออกได้ง่าย
– การใช้งาน : เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในช่วงกลางวัน ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวมัน หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการให้ผิวรู้สึกสบาย และไม่หนักผิว - W/O Emulsion (Water-in-Oil Emulsion)
– โครงสร้าง : ระบบที่น้ำเป็น Internal Phase และถูกกระจายตัวอยู่ในน้ำมัน ซึ่งเป็น External Phase
– คุณสมบัติ : เนื่องจากน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลักที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอก ผลิตภัณฑ์จึงมีเนื้อสัมผัสที่เข้มข้น ให้ความรู้สึกมันวาวเล็กน้อย เคลือบผิวได้ดี ล้างออกด้วยน้ำเปล่ายากกว่า W/O Emulsion มักมีความเสถียรสูงต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภายนอก และสามารถนำส่งสารออกฤทธิ์ที่ละลายในน้ำเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
– การใช้งาน : เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการการบำรุงเข้มข้น ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแห้ง หรือผลิตภัณฑ์ที่มีความติดทนค่อนข้างสูง

ตัวอย่างการเลือกสูตรตามประเภทผลิตภัณฑ์
การตัดสินใจเลือกสูตร O/W หรือ W/O Emulsion ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หลักของผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะสื่อสาร โดยมีตัวอย่างการเลือกสูตร เช่น
- ครีมกันแดด
หากต้องการผลิตครีมกันแดดที่เน้นการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับประเภทผิวมัน ควรเลือก O/W Emulsion ที่ซึมซาบเร็ว และไม่เหนียวเหนอะหนะ แต่หากต้องการผลิตครีมกันแดดที่มีความติดทน หรือเหมาะสำหรับกีฬาทางน้ำ ควรเลือกสูตร W/O Emulsion ที่น้ำมันเคลือบผิวได้ดีกว่า
- ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวขาว
สำหรับครีมไวท์เทนนิ่งที่ใช้สารออกฤทธิ์ที่ละลายในน้ำ (เช่น วิตามินซีบางชนิด) สามารถเลือก O/W Emulsion เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกสบายผิว และใช้ได้ทุกวัน แต่หากต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นเข้มข้น ควรเลือก W/O Emulsion เพื่อให้สารซึมซาบอย่างช้า ๆ และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว
- ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย/ผิวแห้ง
ผลิตภัณฑ์ที่เน้นการฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวควรเลือก W/O Emulsion เพราะมีคุณสมบัติในการเคลือบผิว และป้องกันการสูญเสียน้ำได้ดีกว่า ซึ่งช่วยลดอาการแห้งตึง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว
O/W Emulsion และ W/O Emulsion คือสองโครงสร้างหลักของผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่กำหนดเนื้อสัมผัส และประสิทธิภาพในการบำรุงผิว การทำความเข้าใจความแตกต่างทั้ง 2 ประเภทนี้จึงมีความจำเป็นในการผลิตครีมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ
หากท่านใดที่กำลังวางแผนทำแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตัวเอง สามารถมาปรึกษา #COSMINA ยินดีให้คำปรึกษา ฟรี!!! เพราะเราเป็นโรงงานรับผลิตเครื่องสำอางที่มีมาตรฐาน พร้อมกับมีประสบการณ์มากกว่า 46 ปี ดังนั้นมั่นใจได้ว่าท่านจะได้พบเจอกับคุณภาพ และบริการที่ประทับใจหากได้มาปรึกษากับเรา
