
ในวงการความงามยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมชะลอวัย หนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงอย่างมากคงจะเป็น “ซอมบี้เซลล์” หรือเซลล์เสื่อมสภาพที่แฝงตัวอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวพรรณดูร่วงโรยกว่าวัยแม้จะบำรุงด้วยครีมทั่วไป หากเราทราบกลไกของเซลล์เหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสมดุลความอ่อนเยาว์ รวมถึงผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตสกินแคร์เพื่อตอบโจทย์การย้อนวัยให้เห็นผลจริง
Senescent Cells (ซอมบี้เซลล์) เกิดขึ้นได้อย่างไร
ซอมบี้เซลล์ หรือในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Senescent Cells” คือเซลล์ที่หยุดการแบ่งตัวแต่ไม่ยอมตายตามวงจรธรรมชาติ โดยปกติแล้วเซลล์ในร่างกายจะมีการแบ่งตัวเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เสียหายหรือแก่ตัวลง เซลล์เหล่านั้นจะทำลายตัวเองไปเพื่อให้เซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่ซอมบี้เซลล์กลับคงอยู่ และสะสมในเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมถึงชั้นผิวหนังของเรา โดยสาเหตุของการเกิดเซลล์เหล่านี้ ได้แก่
- ความเสียหายของ DNA : เมื่อผิวหนังถูกรบกวนด้วยรังสียูวี มลภาวะ หรือสารเคมีสะสมเป็นเวลานาน DNA ภายในเซลล์จะเกิดความเสียหายจนเซลล์ไม่สามารถแบ่งตัวต่อได้ตามปกติ
- การหดสั้นของเทโลเมียร์ : เทโลเมียร์คือส่วนปลายของโครโมโซมที่หดสั้นลงทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว เมื่อสั้นจนถึงจุดวิกฤต เซลล์จะเข้าสู่ภาวะเสื่อมสภาพแต่ไม่ดับสูญ
- ความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น : อนุมูลอิสระจากนิสัยการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ หรือการทานน้ำตาลมากเกินไป จะเข้าไปเร่งให้เซลล์ดี ๆ กลายเป็นเซลล์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- การสะสมตามอายุ : เมื่อเราอายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันในการกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วจะทำงานช้าลง ทำให้เซลล์เหล่านี้สะสมอยู่ในชั้นผิวมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทำไม Senescent Cells จึงทำให้ผิวแก่ก่อนวัย
ความน่ากลัวของ Senescent Cells ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นเซลล์ที่หยุดทำงาน แต่มันคือการทำหน้าที่เป็น “ตัวแพร่กระจายความเสื่อม” ไปยังเซลล์ข้างเคียง เซลล์เหล่านี้จะหลั่งสารกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า SASP (Senescence-Associated Secretory Phenotype) ซึ่งประกอบไปด้วยสารก่อมะเร็ง และเอนไซม์ทำลายโปรตีนผิว ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผิวพรรณ มีดังนี้

- ทำลายคอลลาเจน และอีลาสติน
สาร SASP ที่หลั่งออกมาจะประกอบไปด้วยเอนไซม์ MMP (Matrix Metalloproteinases) ซึ่งมีหน้าที่ย่อยสลายคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยลึก และผิวหย่อนคล้อย
- การอักเสบเรื้อรัง
Senescent Cells จะหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบออกมาตลอดเวลา ทำให้ผิวตกอยู่ในภาวะอักเสบอ่อน ๆ อย่างต่อเนื่อง ผิวจึงดูแดง ระคายเคืองง่าย และดูไม่สดใส
- ยับยั้งการสร้างเซลล์ใหม่
เมื่อมีเซลล์เสื่อมสภาพสะสมอยู่มาก มันจะส่งสัญญาณรบกวนเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cells) รอบข้าง ทำให้การผลัดเซลล์ผิวช้าลง ผิวจึงดูหนา กร้าน และหมองคล้ำ
- ทำลายเกราะป้องกันผิว
สภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษจากเซลล์เหล่านี้ทำให้ปราการผิวอ่อนแอลง ผิวจึงสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายขึ้น
ดูแลผิวเพื่อลดผลกระทบจาก Senescent Cells
แม้เราจะไม่สามารถห้ามการแก่ชราได้ทั้งหมด แต่เราสามารถชะลอ และจำกัดจำนวนของ Senescent Cells ไม่ให้ลุกลามจนทำร้ายผิวได้ ผ่านแนวทางดังนี้
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารกลุ่ม Senolytic
ปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดพืชบางชนิด เช่น เควอซิทินจากหัวหอม หรือสารสกัดจากกุหลาบอัลไพน์ ที่มีความสามารถในการช่วยกระตุ้นให้เซลล์เสื่อมสภาพเข้าสู่กระบวนการกำจัดทิ้งตามธรรมชาติ
- ปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างเคร่งครัด
รังสียูวีคือตัวการอันดับหนึ่งที่เปลี่ยนเซลล์ปกติให้เป็นเซลล์เสื่อมสภาพ การทาครีมกันแดดทุกวันคือการป้องกันที่ดีที่สุดในการลดจำนวนเซลล์ที่เสียหาย
- เติมสารต้านอนุมูลอิสระ
การใช้สกินแคร์ที่มีวิตามินซี อี หรือเฟรูลิก แอซิด จะช่วยลดแรงกดดันจากอนุมูลอิสระที่จ้องจะทำลาย DNA ของเซลล์
- การทำ Autophagy
คือกระบวนการที่เซลล์ทำความสะอาดตัวเอง การออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยกระตุ้นระบบนี้ให้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขจัดของเสีย และเซลล์ที่เสื่อมสภาพให้ออกไปจากร่างกายได้เร็วขึ้น
ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาผิวแก่ที่หลายคนมองข้าม หนึ่งในสาเหตุนั้นมาจาก Senescent Cells แต่ถ้าหากเราทันกลไกการเกิด และการสะสมของเซลล์เสื่อมสภาพเหล่านี้ จะช่วยให้การดูแลผิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับเจ้าของแบรนด์ที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีต่อต้านเซลล์เสื่อมสภาพในการผลิตสกินแคร์อาจเป็นโอกาสในการมอบผลลัพธ์การย้อนวัยที่เห็นผลให้กับผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้
หากท่านใดที่กำลังวางแผนทำแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตัวเอง สามารถมาปรึกษา #COSMINA ยินดีให้คำปรึกษา ฟรี!!! เพราะเราเป็นโรงงานรับผลิตเครื่องสำอางที่มีมาตรฐาน พร้อมกับมีประสบการณ์มากกว่า 46 ปี ดังนั้นมั่นใจได้ว่าท่านจะได้พบเจอกับคุณภาพ และบริการที่ประทับใจหากได้มาปรึกษากับเรา
